นาฬิกาแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์เมื่อออกนาฬิกาคอลเล็กชั่นไหนมาก็มีแต่นักสะสมและแฟนคลับเรือนนาฬิกาหลายคนจับจ้องอยากได้มาเก็บไว้ในคอลเล็กชั่นส่วนตัว แต่ครั้นจะซื้อของมือหนึ่งสดๆ ร้อนๆ ทุกครั้งไป บางทีราคาก็เกินจะรับไหว โดยเฉพาะคอลเล็กชั่นยอดฮิตจากแบรนด์ดังทั้งหลายที่ราคามีแต่จะพุ่งขึ้นทุกปีๆ

แต่เมื่อโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “ของมือสอง” ที่ราคาน่าคบหา จะซื้อเก็บสะสมก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า จะซื้อใส่ติดข้อมือเก๋ๆ ก็ช่วยอัพลุคให้คอมพลีท หรือหากมองหาของขวัญเอาใจคนใกล้ตัวก็รับรองได้ว่า คนได้ไปมีปลื้ม แต่ถ้าใครที่ยังไม่ใจป้ำพอจะจ่ายก้อนใหญ่หลายแสนหรือแตะล้าน ลองมาดู 10 เรือนต่อไปนี้ ที่หากคุณไม่ซีเรียสว่าไม่ใช่มือหนึ่งละก็ มีงบแค่ 5 หลักก็เป็นเจ้าของได้

หนึ่งเรือนที่ต้องมีจากคอลเล็กชั่น Seamaster ที่เซียนนาฬิกาหลงรัก เพราะคอลเล็กชั่นนี้เป็น Professional Watch ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการดำน้ำลึกโดยเฉพาะ ตัวเรือนใช้ Movement ภายในเป็นรุ่น Omega 2500D Co-Axial กันน้ำได้ลึกถึงระดับ 300 เมตร มีเม็ดมะยมอยู่ 2 จุดได้แก่ 1. เม็ดมะยมหลักอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา และ 2. เม็ดมะยมในตำแหน่ง 10 นาฬิกาที่เป็นฟังก์ชั่นพิเศษสำหรับ Helium Escape Valve กรอบหน้าปัดทำมาจาก Ceramic สลักตัวเลขสีเทาไว้รอบ เข้ากันดีกับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม หลักเวลา เข็มสั้น และเข็มยาวบนหน้าปัดถูกฉาบด้วยพรายน้ำที่ทำให้สามารถมองเห็นได้ง่ายในที่มืด ส่วนกระจกหน้าปัดเป็นชนิด Sapphire Crystal มีคุณสมบัติกันรอยขีดขวน

ส่วนเรื่องของราคามือสองจะเริ่มที่ประมาณ 95,000 บาท ซึ่งในราคานี้ กับคุณสมบัติข้างต้นที่บอกไป พูดเลยว่า คุ้ม!!

Tudor Black Bay เป็นอีกหนึ่ง Dive Watch ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดำน้ำโดยเฉพาะ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Submariner จึงไม่แปลกที่รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Submariner ที่ถูกเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1950 ต่างกันที่ราคาของ Black Bay เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายกว่า แต่คุณภาพไม่ทิ้งกันไกลนัก

แม้นาฬิกาคอลเล็กชั่น Black Bay จะเพิ่งถูกเปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 2012 แต่ก็ถือว่าเป็นนาฬิกาน้องใหม่ไฟแรงที่ครองใจแฟนคลับเรือนนาฬิกาหลายคน โดยนาฬิกาเรือนแรกในคอลเล็กชั่นนี้คือ The Burgundy Tudor Herritage Black Bay ที่โดดเด่นด้วยกรอบหน้าปัดสีแดงสด ก่อนจะออกรุ่นที่มีกรอบหน้าปัดสีน้ำเงินและดำในปีต่อๆ มา เรียกได้ว่าถูกใจสาวกนาฬิกามากขึ้นไปอีก

ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีของคอลเล็กชั่น Black Bay ทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาในคอลเล็กชั่นนี้มาแล้วหลายรุ่นและหลาย Reference ไม่ว่าจะเป็น Black Bay Fifty-Eight ถอดแบบมาจากรุ่น vintage ในช่วงปี ค.ศ. 1958 เป๊ะๆ Black Bay GMT ที่มีดีไซน์กรอบหน้าปัดสองสีคือ สีแดงและสีน้ำเงิน Black Bay Chrono เพิ่มฟังก์ชั่น Chronograph ลงไปในนาฬิกา Black Bay S&G ที่ชูความสวยงามของหน้าปัดสีแชมเปญ และ Black Bay Bronze นาฬิการุ่นแปลกตากว่ารุ่นอื่นๆ เพราะตัวเรือนทำจาก Bronze มีสีทองแดงทั้งเรือน

Tudor Black Bay เป็นนาฬิกาที่ได้รับความนิยมสูง เพราะแม้จะเป็นมือสองแต่ราคาส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ที่หลักหมื่นปลายๆ (แบบเฉียดแสนแต่ยังไม่เกิน) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรุ่น Reference และสภาพการใช้งานนั่นเอง

Chopard Mille Miglia เป็นคอลเล็กชั่น Racing Watch สัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างแบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสฯ “Chopard” กับการเป็นผู้สนับสนุนหลักและ Timekeeper ให้กับรายการแข่งรถคลาสสิค “Mille Miglia” ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ ประเทศอิตาลี ซึ่งเริ่มต้นแข่งขันครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 นับจนถึงปัจจุบันทั้งคู่ก็ร่วมงานกันมากว่า 30 ปีแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่นาฬิกา Chopard Mille Miglia จะกลายเป็นขวัญใจของนักแข่งรถและเซียนนาฬิกาทั่วโลก

นาฬิกาคอลเล็กชั่น Mille Miglia มีหลายรุ่นหลาย Reference เน้นความเป็นนาฬิกาแบบ Chronograph แต่ที่โดดเด่นสะดุดตาคงจะหนีไม่พ้นรุ่น Mille Miglia Racing Colour ที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 2018 เพื่อฉลองความสัมพันธ์ครบครอบ 30 ปีระหว่างแบรนด์ Chopard และรายการแข่งขัน Mille Miglia โดยนาฬิการุ่นล่าสุดมีสีสันหน้าปัดให้เลือกถึง 5 สี แถมยังเป็นรุ่น Limited Edition ที่ผลิตเพียงสีละ 300 เรือนเท่านั้น!

แต่ถ้าใครไม่ชอบนาฬิกาสีสันและยังอยากได้ความงามแบบคลาสสิคก็ยังมีอีกรุ่นอื่นๆ ที่ฮิตไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น Mille Miglia Classic Chronograph, Mille Miglia GTS Power Control และ Mille Miglia GTS Automatic

ใครที่อยากได้ Chopard Mille Miglia มือ 1 ก็คงต้องควักเงินแสนกลางๆ ออกจากกระเป๋า ส่วนราคาสำหรับมือสองก็อยู่ที่หมื่นกลางๆ ไล่ไปจนถึงปลายๆ ยังไม่เกินแสนก็มีให้เลือกซื้ออีกเยอะ สรุปสั้นๆ ว่าซื้อมาแล้วคุ้มมาก

นาฬิกาสุดเท่จากค่าย IWC กับคอลเล็กชั่น Pilot Watch ที่ออกแบบมาเพื่อนักบินที่จะต้องอยู่ใน Cockpit โดย Pilot Mark เปิดตัวเรือนแรกในช่วงทศวรรษ 1930 และออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพอากาศในห้องนักบินและเหมาะกับการใช้งานสุดๆ โดยจะเห็นได้จากนาฬิการุ่นแรกๆ ของ Pilot Watch จะมีเม็ดมะยมที่ใหญ่สำหรับให้นักบินที่สวมถุงมือจับและหมุนได้สะดวก จึงไม่แปลกที่เม็ดมะยมของนาฬิกา Pilot Watch บางรุ่นจะใหญ่กว่านาฬิกาแบบอื่นๆ เช่น รุ่น Big Pilot’s Watch Spitfire หรือ Big Pilot’s Watch Heritage

สิ่งสำคัญบนหน้าปัดนาฬิกา Pilot Watch คือ สัญลักษณ์สามเหลี่ยมและจุดกลมขนาบสองข้าง ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักบินสามารถระบุเวลาจากตำแหน่งเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดได้ชัดเจน แม้เพียงแค่ชำเลืองตามองเท่านั้น

นาฬิกาคอลเล็กชั่น Pilot Watch จาก IWC อยู่มาจนตอนนี้นับได้ 80 กว่าปีแล้ว นาฬิกาบางรุ่นจึงได้รับการพัฒนาระบบกลไกให้ทันสมัย แม้แต่ตัวเม็ดมะยมเองก็ถูกปรับให้เล็กลง เช่นรุ่น Pilot’s Watch Mark XII และ Pilot’s Watch Mark XVIII Edition “Le Petit Prince” ซึ่งรุ่นนี้ผลิตเพียงแค่ 1,000 เรือนเท่านั้น

ส่วนตัวเลขของมือสองอยู่ที่หลักหมื่นปลายๆ แต่จะปลายช่วงกลางหรือแตะหกหลักก็ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพของนาฬิกา

นาฬิกาสัญชาติเยอรมัน Nomos GlashÜtte ที่ดีไซน์เด่นของนาฬิกาค่ายนี้คือความเรียบง่ายของหน้าปัดทรงกลม สีสันพื้นหน้าปัดไม่ได้ดูฉูดฉาด ออกแนว Minimal น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ตามสไตล์การออกแบบ Bauhaus Design ที่เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ แถม Nomos ยังเบาบางใส่สบายข้อมือ มาพร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ไม่ได้ถูกถมลงบนกรอบตัวเรือนจนดูเลอะเทอะ ในทางกลับกันก็ยังคงใส่ฟังก์ชั่นและลูกเล่นต่างๆ บนหน้าปัดซ้อนชั้นกันอย่างนาฬิการุ่น Nomos Zurich World Time ที่บอกเวลาท้องถิ่นถึง 24 Time Zone บนโลกมาด้วย

ถึงแม้ว่าแบรนด์ Nomos GlashÜtte จะเป็นบริษัทเล็กๆ ในประเทศเยอรมัน แต่บอกเลยว่าคุณภาพล้นแก้วเพราะขนาดที่ Philippe Dufour นักสร้างนาฬิกาอันดับ 1 ของโลกยังให้ความสนใจ ด้วยความสามารถผลิต In-house Movement ได้เหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ อีกหลายแบรนด์ และวางขายนาฬิกามาแล้วหลายคอลเล็กชั่น ไม่ว่าจะเป็นตัวยอดฮิตอย่าง Nomos Tagente, Nomos Orion, Nomos Metro และอีกมากมาย ใครที่เป็นแฟนคลับสาย Minimalist ก็ลองดูตามตลาดนาฬิกามือสองได้ ราคาเริ่มที่ประมาณ 70,000 – 100,000 บาท

Zenith แบรนด์นาฬิกาจากสวิสเซอร์แลนด์ที่มีประวัติยาวนานมากว่า 150 ปี มีคอลเล็กชั่นยอดฮิตอย่าง Zenith Elite ที่กลายมาเป็นขวัญใจของนักสะสมเรือนนาฬิกาทั่วโลกด้วยรูปลักษณ์เรียบง่าย หน้าปัดทรงกลมเรียบๆ แต่ก็ยังใส่รายละเอียดความสวยงามและเพิ่มความหรูหราด้วยการฝังเพชรทั้งบนกรอบตัวเรือนและหน้าปัดอย่างรุ่น Elite Lady Moonphase หรือจะเป็นการใช้วัสดุราคาแพงอย่าง Rose Gold น้ำหนัก 18 กะรัตมาผลิตเป็นกรอบตัวเรือนนาฬิกา และความสวยงามของพื้นหน้าปัดแบบ Sunray-Pattern

คอลเล็กชั่น Zenith Elite มีรุ่นฮอตฮิตอยู่หลายรุ่น เช่น Zenith Elite Ultra Thin, Zenith Elite Chronograph Classic กลไกภายในใช้ In-house Movement ที่พัฒนาขึ้นเองเรียกว่า El-Primo และอีกมากมาย ใครที่อยากสะสมนาฬิกา Zenith Elite สามารถมองหาราคามือสองกันได้ เพราะ Zenith Elite ถือว่าเป็นนาฬิการุ่นที่คุ้มค่าน่าลงทุนอีกหนึ่งรุ่น เพราะแม้ว่าราคามือหนึ่งจะแพงมาก แต่พอกลายมาเป็นมือสองเมื่อไหร่ จ่ายแค่หลักหมื่นกลางๆ ก็ได้มาครอบครอง

นาฬิกาในฝันอันดับหนึ่งของใครหลายคนกับ Rolex คอลเล็กชั่น Datejust ที่ความดีงามของนาฬิกา Rolex ทุกเรือนคือนวัตกรรมตัวเรือน Oyster ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Rolex ซึ่ง Datejust เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1945 ในวาระฉลองครบรอบ 40 ปีของแบรนด์ Rolex

จุดเด่นของคอลเล็กชั่นนี้อยู่ที่สายรัดข้อมือชนิด Jubilee (Jubilee Bracelet) มีลักษณะเป็นโลหะ 5 ชิ้นเชื่อมต่อกันและถูกออกแบบมาเพื่อคอลเล็กชั่น Datejust โดยเฉพาะ นอกจากนี้ทั้งเรือนนาฬิกายังใช้การผสมผสานระหว่างทองคำและโลหะเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับนาฬิกา หลักชั่วโมงบนหน้าปัดทำจากทองคำ 18 กะรัต รวมถึงฟังก์ชั่นวันที่บนหน้าปัดที่อยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกายังถูกครอบด้วย Cyclops Lens บนหน้าปัดชนิด Sapphire Crystal ช่วยขยายตัวเลขวันที่ให้ใหญ่และเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

Reference เด่นๆ และเป็นที่นิยมในคอลเล็กชั่น Datejust หนีไม่พ้นนาฬิกาเรือนพี่เรือนน้องอย่าง Ref. 1601 , 1603, 16014 และ 16030 โดยนาฬิการุ่นเหล่านี้มีหน้าตาคล้ายกันก็จริง แต่เปิดตัวห่างกันกว่า 20 ปี และสามารถแยกความแตกต่างได้จากเลข Reference 4 หลัก โดย Ref. 1601 และ 1603 เป็นรุ่นที่ผลิตในช่วงทศวรรษ 1960 จนถึงปลาย 1970 ใช้ Movement Calibre 1560 และ 1570 แบบ Non-Quickset คือ ไม่สามารถหมุนเม็ดมะยมเพื่อปรับตั้งค่าวันที่ได้ ในขณะที่นาฬิกา Ref. 16014 และ 16030 เปลี่ยนมาใช้ Movement Calibre 3035 ที่มี Quickset Function ทำให้สามารถหมุนเม็ดมะยมเพื่อปรับตั้งค่าวันที่ได้

นอกจากนี้ยังมี Rolex Datejust อีกหลายรุ่นให้คุณเลือกสะสม โดยราคามือสองอยู่ที่ประมาณหมื่นปลายๆ ไปจนถึงแสนต้นๆ อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะหากนึกถึงราคามือหนึ่งละก็ บอกเลยว่าราคามือสองหลักแสนที่ว่า สมศักดิ์ศรีชื่อ Rolex แบรนด์ระดับท็อปของโลกอย่างแน่นอน

ด้านแบรนด์เอเชียอย่าง Grand Seiko ก็ไม่น้อยหน้าฝั่งตะวันตก เพราะมีนาฬิกาคุณภาพระดับโลกที่มาพร้อมกับนวัตกรรม In-house Movement ตามแบบฉบับของตัวเองถึง 3 แบบ ได้แก่ Movement 9S Mechanical, Movement 9F Quartz และ Movement 9R Spring Drive

แต่ถ้าจะให้พูดถึง Dress Watch จาก Grand Seiko คงต้องพูดถึง 2 คอลเล็กชั่นใหญ่ๆ คือ “Elegance Collection” นาฬิกาที่มาพร้อมกับสายหนังจระเข้ ดีไซน์เรียบง่ายสไตล์กรอบหน้าปัดทรงกลม สีสันตัวเรือนและพื้นหน้าปัดไม่ได้ฉูดฉาดแต่แฝงไว้ด้วยความสวยหรูตามแบบฉบับนาฬิกาญี่ปุ่น และ “Herritage Collection” ที่ตัวเรือนและสายรัดทำจาก Stainless Steel มีขนาดค่อนข้างใหญ่ถึง 40 มม. ดีไซน์ดูทนทานและแข็งแกร่ง

สำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกา Grand Seiko สักเรือน ขอบอกเลยว่ารุ่น SBGR061 เป็นรุ่นฮิตที่แฟนคลับนาฬิกาหลายคนอยากได้ ตัวเรือนทำจาก Stainless Steel มีขนาด 39 มม. มาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีน้ำ พื้นหน้าปัดสีงาช้างที่ดูเรียบแต่หรูทั้งยังให้ความรู้สึก Vintage กระจกหน้าปัดเป็นชนิด Sapphire Crystal เคลือบสาร Anti-reflective นอกจากจะป้องกันรอยขีดข่วนได้แล้วยังป้องกันการสะท้อนแสงทำให้การมองเห็นชัดเจนมากขึ้น มาพร้อมกับ Movement รุ่น Calibre 9S65 ชนิด Self-winding ส่วนราคาสำหรับ Grand Seiko SBGR061 แบบมือสองยังอยู่ราวๆ 80,000 กว่าบาท ใครที่อยากได้มาสะสมไว้ก็เตรียมเงินแล้วมองหาซื้อได้เลย

Master Collection Annual Calendar คอลเล็กชั่นน่าสนใจจากแบรนด์ Longines ออกแบบมาเรียบๆ แต่แฝงความหรูดูดีไว้ข้างใน มีความโดดเด่นที่พื้นหน้าปัดที่เป็น “Barleycorn Pattern” มีให้เลือกทั้งพื้นหน้าปัดสีขาวและสีดำ หรือใครที่ชอบความโมเดิร์นขึ้นมาอีกนิดก็มีรุ่นที่ดีไซน์หน้าปัดชนิด “Sunray Blue” ให้เลือกเช่นกัน ส่วนกรอบตัวเรือนทำจาก Stainless Steel และฟังก์ชั่น Annual Calendar บอกวันที่และเดือนอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

คอลเล็กชั่นนี้ผลิตออกมาขายหลายรูปแบบ มีทั้งรุ่นที่เป็น Automatic Chronograph, Calendar Chronograph with Moonphase แม้แต่หลักชั่วโมงบนหน้าปัดยังมีให้เลือกถึง 3 แบบ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอารบิก, ตัวเลขโรมัน และที่พิเศษมากขึ้นไปอีกคือหลักเวลาที่ทำจากเพชร ระบบ Movement ภายในใช้รุ่น Longines Calibre L897.2 แถมด้วยสายรัดข้อมือที่มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสายหนังจระเข้สีดำ สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน หรือใครที่ชอบสายแบบ Stainless Steel ก็มีให้เลือกเช่นกัน

ส่วนราคาในตลาดมือสองของ Longines Master Collection Annual Calendar ไม่ได้โหดร้ายอะไรมาก อยู่ที่ประมาณหลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงปลายๆ แต่ไม่เกินแสน จึงถือเป็นอีกหนึ่งคอลเล็ดชั่นที่น่าซื้อ และเราขอเชียร์ให้เก็บมาไว้ในครอบครอง

ขอปิดท้ายด้วยคอลเล็กชั่นในตำนานวงการนาฬิกาอย่าง Omega Speedmaster นาฬิกาในฝันของใครหลายคน ซึ่งถือว่าเป็นนาฬิกาอีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่นักสะสมนาฬิกานิยมซื้อหามาครอบครองแบบไม่เกี่ยงราคา เพราะแม้ว่ามือสองราคาจะลงจากมือหนึ่งไปไม่กี่หมื่น คนรักเรือนนาฬิกาตัวจริงก็ขอทุ่มสุดตัว เพราะนี่คือ Sport Watch ตัวเด่นจากแบรนด์ Omega ที่คุณภาพล้นแก้ว ผ่านการทดสอบจาก NASA และถูกนำไปใช้งานในหลายๆ ภารกิจท่องอวกาศ เป็นนาฬิกาที่แข็งแกร่งจนแฟนคลับเรือนนาฬิกาหลายคนไม่ยอมปล่อยผ่าน!

ดีไซน์โดดเด่นของนาฬิกาตระกูล Speedmaster คือกรอบหน้าปัด Tachymeter ที่สามารถใช้วัดความเร็วได้แม่นยำ และการวางหน้าปัดย่อย Chronometer 3 วง อย่างสวยงามลงตัว ใครที่อยากมีไว้ประดับคอลเล็กชั่นนาฬิกาของตัวเองก็ลองเลือกๆ ดูว่าอยากได้เรือนไหนมาเก็บไว้บ้าง ถ้าคิดจะสอยมือหนึ่งคงต้องหอบเงินประมาณสักแสนห้าไปหาพ่อค้า แต่สำหรับ Omega Speedmaster มือสองสภาพดีราคาลดลงมานิดหน่อย โดยเริ่มที่ประมาณ 110,000 บาท แต่สำหรับบางเรือนที่เจ้าของเก่ารักษาสภาพไว้ดีก็มีสิทธิ์ขึ้นถึง 140,000 บาท ซึ่งแม้ราคายังดูแรง แต่ขอย้ำว่าคุ้มแน่ เพราะ Speedmaster เป็นนาฬิกาที่มีประวัติยาวนาน ขึ้นแท่นนาฬิการุ่นท็อประดับโลกที่นักสะสมทั่วโลกต้องไม่พลาด

นาฬิกามือสองหลายรุ่นจะมีราคาถูกว่ามือหนึ่งมาก แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าราคาก็ยังแพงใช่เล่น บางรุ่นแค่หลักหมื่นต้นๆ บางรุ่นราคาแตะเลข 6 หลักไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการซื้อนาฬิกามือสองก็ยังถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป เพราะนอกจากจะได้นาฬิกาแบรนด์ดังๆ ที่ราคาถูกลงกว่าเดิมแล้วก็ยังได้นาฬิกาคุณภาพดีระดับโลก จะเอาไปขายต่อก็ง่ายกว่าขายของมือหนึ่งเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องราคามากนัก หรือว่าจะเก็บไว้ใส่เองก็คุ้มค่าเพราะนาฬิกาแต่ละเรือนถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานนานหลายปี

ลองคิดดูว่าเสียเงินน้อยกว่าแต่ใช้งานได้ยาวๆ ประหยัดกว่าซื้อมือหนึ่งราคาแพงเป็นไหนๆ