ความหมายของ Holy Trinity

พูดกันตามตรงแนวความคิดเรื่อง Holy Trinity หรือ Big Three นั้นเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้ว ไม่มีนิยามที่ชัดเจน ไม่ทราบแม้กระทั่งชื่อของผู้นิยามแนวคิดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อไหร่ และหลายคนอาจไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีหากให้พูดถึงความหมายที่คนส่วนใหญ่เรียกจนติดปากมานาน ความหมายของ Holy Trinity คือ 3 แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาสุดหรูที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และต้องแบรนด์สวิตฯ เท่านั้น ที่เป็น “haute de gamme” หรือ “ที่สุดของที่สุด” ประกอบไปด้วย Patek Philippe, Vacheron Constantin, และ Audemars Piguet

ทำไม 3 แบรนด์นี้ถึงเป็น Holy Trinity?

อาจเป็นเพราะทั้งสามแบรนด์นี้อยู่มานานแล้ว (อายุมากกว่า 100 ปีทั้งนั้น) ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าประสบการณ์ของพวกเขานั้นมีมากขนาดไหน และไม่เพียงแค่อยู่มานานจนเป็นแบรนด์ระดับตำนาน แต่ยังคงผลิตผลงานอยู่จนทุกวันนี้ ที่ออกมาดีขึ้นและน่าทึ่งด้วยเทคนิคใหม่ๆ ที่น่าหลงใหล

หรืออาจเป็นเพราะทั้งสามแบรนด์มุ่งทำแต่ผลิตภัณฑ์สุดหรูในระดับ haute de gamme เท่านั้น คือยึดมั่นในมาตรฐานที่เหนือชั้นในการผลิตนาฬิกาข้อมือ ชิ้นส่วนทุกชิ้นตั้งแต่เคสจนไปถึงเข็มและปุ่มต่างทำมากจากวัสดุพรีเมี่ยมเท่านั้น มีการ Finish งานที่ประณีต เช่น มีการขัดเงาเหล็กให้เป็นสีดำ สลัก Anglange และ Geneva Stripe ด้วยมือ เป็นต้น ที่สำคัญที่สุดทั้งสามแบรนด์ทำการ Finish ตัว Movement ด้วยมือซึ่งเป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ต้องการความประณีตอย่างมาก และจุดนี้เองที่ทำให้ทั้งสามแบรนด์สามารถเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและกำหนดราคาได้ตามที่ต้องการ

แท้จริงแล้วไม่มีใครเป็นผู้กำหนดเกณฑ์อย่างชัดเจนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้เป็น Holy Trinity ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหนก็ตามที่ทำให้ทั้งสามแบรนด์เป็น Big Three ปฏิเสธไม่ได้เลยที่คุณภาพนาฬิกาของ Patek Philippe, Vacheron Constantin, และ Audemars Piguet ทั้งในอดีตและปัจจุบันนี้ยังคงได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็น “ที่สุดของที่สุด” และมีน้อยแบรนด์นักจะสามารถรังสรรค์งานผลิตให้ออกมาเทียบเท่ากับระดับ Holy Trinity ได้

อ้าว! แล้ว Rolex ไม่ได้เป็น Holy Trinity หรือ?

ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแบรนด์อื่นเทียบ Holy Trinity ได้เลย เพราะเมื่อเราใช้เกณฑ์ 2 ข้อคือการที่แบรนด์อยู่มานานและทำผลิตภัณฑ์ในระดับ High-End โดยเฉพาะการทำ Movement ด้วยมืออย่างประณีต มาเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้อยู่ในกลุ่ม Holy Trinity ก็จะเห็นได้ชัดว่ายังมีอีกหลายแบรนด์ที่ได้ก่อตั้งมานานเกินร้อยปีและผลิตนาฬิกาด้วยฝีมืออย่างชำนาญ อย่างเช่น Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์หมือนกัน มีอายุหลายร้อยปี ทำ Movement ด้วยตัวเอง มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถสร้าง Movement ได้อย่างสลับซับซ้อน แถมยังเป็นที่ยอมรับว่าเป็นแบรนด์ที่คุ้มค่าอีกด้วยจนได้รับการสมญานามว่าเป็น THE WATCHMAKER OF WATCHMAKERS

ที่น่าแปลกใจคือแม้แต่เหล่า Holy Trinity ก็ไม่ได้ทำ Movement เองทุกครั้ง! แต่ Jaeger-LeCoultre ต่างหากที่เป็นผู้ผลิต Movement ให้กับ Holy Trinity เช่น Legendary Caliber 920 ที่พบใน Patek Phillipe Nautilus ปี 1974 และ The Audemars Piguet Royal Oak ปี 1972 น่าเสียดายทั้งๆ ที่ Jaeger-LeCoultre สามารถทำ Movement ได้ดีและตัวแบรนด์อยู่มานานเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน Big Three อาจเป็นเพราะตนเป็นเพียงผู้ช่วยผลิตเท่านั้น และการ Finish ยังไม่เนี้ยบเท่าสามแบรนด์ แต่นี่ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดว่าเกณฑ์ตัดสินการเป็นส่วนหนึ่งของ Holy Trinity นั้นไม่ชัดเจน

ส่วน Rolex แบรนด์ขวัญใจคนไทยนั้นถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่ทำนาฬิกาข้อมือได้คงทน ราคาแพง และพรีเมี่ยมซึ่งพบได้ในภาพยนตร์บ่อยครั้งจนทำให้เมื่อเรานึกถึงนาฬิกาหรู เราจะนึกถึง Rolex แต่ว่า Rolex นั้นไม่ตั้งใจที่จะเป็นแบรนด์ haute de gamme มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกเขาตั้งใจทำสินค้าคุณภาพสูงที่เน้นไปในด้านความอึด คงทน และการใช้งานเป็นหลัก ไม่ได้มีการผลิตแบบ Grand Complication หรือมีการ Finish ขึ้นสูง จึงเป็นงานคนละสายกับ Holy Trinity ทำให้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า Rolex จะมีคุณภาพด้อยไปกว่าแบรนด์ที่ทำการ Finish แบบ haute de gamme คุณภาพของ Rolex ณ ปัจจุบันนี้ เป็นที่ยอมรับนับถือทั่วโลกอยู่แล้ว ซึ่งชื่อเสียงนี้มาจากคุณภาพของนาฬิกาจริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงจากการโฆษณาเท่านั้น

“ที่สุดของที่สุด” ตัดสินจากอะไร?

ไม่มีใครทราบแท้จริงถึงที่มาที่ไปของนิยาม “Holy Trinity” หรือ “Big Three” คอนเซ็ปต์นี้ไม่ได้การันตีว่าทั้งสามแบรนด์สวิตฯ Patek Philippe, Vacheron Constantin, และ Audemars Piguet จะเป็นแบรนด์ผลิตนาฬิกาที่ดีที่สุดในโลก ความจริงแล้วเมื่อนึกถึงแบรนด์เหล่านี้ เราจะมองว่าพวกเขาเป็นแบรนด์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในระดับ High-End ที่นั่งบัลลังก์บนจุดสูงสุดเสียมากกว่า

ยังคงมีอีกหลายแบรนด์คุณภาพที่ไม่ได้มาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่คุณภาพนั้นสามารถไปถึงระดับ haute de gamme ได้เลย เช่น A. LANGE & SÖHNE สุดยอดแบรนด์นาฬิกาจากประเทศเยอรมันที่คู่ควรที่จะได้อยู่ใน Big Three และเปลี่ยนชื่อเป็น “Big Four” อย่างมาก หรือแม้แต่ Credor จาก Seiko ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น Japanese Perfection อย่างไรก็ตามทั้งสองแบรนด์ก็ยังไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Holy Trinity ไม่ใช่เพราะว่าไม่ได้อยู่มานาน ไม่ใช่เพราะว่าคุณภาพสินค้าของพวกเขาไม่ถึงระดับ haute de gamme แต่เป็นเพียงเพราะทั้งสองแบรนด์นี้มาจากประเทศเยอรมันและประเทศญี่ปุ่นแทนที่จะเป็นประเทศสวิตเซอร์แลนด์

คำว่า “Holy Trinity,” “Haute De Gamme,” หรือ “In-house” อาจฟังแล้วดูหรูหรา ทำให้นาฬิกาเรือนนั้นดูมีความหมายและมีคุณค่าก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “คุณภาพ” ของ Final Product นั้นสำคัญที่สุด หากงานประกอบนาฬิกาเรือนนั้นออกมาดี ต่อให้ไม่มีคำอะไรไปแปะหัวมัน คุณภาพงานจะเล่าเรื่องให้มันเอง ไม่ว่าแบรนด์ไหนก็ตาม หากตั้งใจผลิตด้วยหัวใจและจิตวิญญาณก็สามารถเป็น Holy Trinity ได้ แล้วคุณละ Holy Trinity ในแบบของคุณเป็นอย่างไร?